Joint and Bone

 1. Collagen U C ll (คอลลาเจนจากอกไก่)

2. Shark Cartilate Powder (ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม)

3. Turmeric Extract (สารสกัดจากขมิ้นชัน) 

 

สรรพคุณสารสกัด

 

 

Collagen U C ll (คอลลาเจนจากอกไก่)

 

          ปัจจุบัน มีเทคโนโลยีการสกัด คอลลาเจนไทพ์- ทู  จากกระดูกอ่อนบริเวณอกไก่ (Chicken Sternum Cartilage) ที่มีกระบวนการพิเศษเฉพาะ ซึ่งส่วนที่สำคัญของคอลลาเจนชนิดนี้ คือ เอพพิโทพส์ (Epitopes) อันเปรียบเสมือนเป็นกุญแจที่จะไปหยุดกระบวนการทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อ   

Epitopes จะถูกพบในอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน เท่านั้น จะไม่ถูกพบในไฮโดรไลซ์คอลลาเจน (Hydrolyzed Collagen) การที่อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์ – ทู (UC – II) ไปช่วยในเรื่องข้อเสื่อมนั้น อาจอธิบายได้ว่า ร่างกายมีกระบวนการสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยสร้างคอลลาเจนจากอาหารที่รับประทานเข้าไป แต่ร่างกายเองก็มีกระบวนการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อโดยที-เซลล์ (T-cell) หากเปรียบถังบรรจุน้ำเป็นกระบวนการสร้างผิวกระดูกอ่อน การเติมน้ำลงในถัง ก็คือการได้รับคอลลาเจน เพื่อไปสร้างหรือซ่อมแซมกระดูกอ่อนผิวข้อ โดยน้ำที่อยู่ในถังก็คือกระดูกอ่อนผิวข้อ ส่วน T-cell ก็คือรูรั่วของถังที่ทำให้น้ำไหลออกจากถัง หากน้ำที่ไหลออกจากถังมีมากกว่าน้ำที่เติมเข้าไป ก็คือ มีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อมากกว่า น้ำในถังก็จะลดลง เปรียบเสมือนกระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ดังนั้น การได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน จึงเป็นการไปอุดรูรั่วของถังหรือลดการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ ทำให้กลับคืนสู่สภาวะสมดุล

ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

          มีงานวิจัยที่ทดสอบในผู้หญิงอายุ 58-78 ปี ที่ทรมานจากอาการปวดข้อ จำนวน 5 คน ให้รับประทานอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  10 มิลลิกรัมต่อวัน เป็นเวลา 42 วัน พบว่า มีอาการดีขึ้น โดยงานวิจัยนี้อธิบายถึงกลไกการทำงานของ Epitopes ว่า จะไปส่งสัญญาณให้ ที-เซลล์ (T-cell) หยุดการทำลายกระดูกอ่อนผิวอีกงานวิจัยหนึ่ง ทำในกลุ่มคนที่มีอาการเจ็บเข่าจากการเคลื่อนไหว (แต่ไม่มีปัญหาในขณะที่พัก) จำนวน 55 คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  40 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 27 คน กับกลุ่มที่ได้ยาหลอก 28 คน เป็นระยะเวลา 120 วัน พบว่า อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน (UC-II)  ช่วยบรรเทาอาการปวดที่เกิดจากการเคลื่อนไหวได้ นอกจากนี้ ยังมีงานวิจัยทำในกลุ่มคน 52 คน ซึ่งแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ได้รับอันดีเนเจอร์ คอลลาเจน 40 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 26 คน กับกลุ่มที่ได้รับกลูโคซามีน (Glucosamine) 1,500 มิลลิกรัมผสมกับคอนดรอยตินซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) 1,200 มิลลิกรัมต่อวัน จำนวน 26 คน เป็นระยะเวลา 90 วัน พบว่า อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ช่วยลดอาการปวดในกลุ่มทดลองได้ และให้ผลดีกว่าอีกกลุ่ม โดยที่ไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ทั้งนี้ อันดีเนเจอร์ คอลลาเจน ไทพ์-ทู (UC – II) ช่วยลดการทำลายคอลลาเจน ต้านการอักเสบ และช่วยทำให้เคลื่อนไหวข้อได้ดีขึ้น ทำให้คุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมดีขึ้น

ประโยชน์

1.ลดภาวะเสื่อมและเสริมกระบวนการสร้างกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่อต่างๆ

2.ใช้กระบวนการ Oral Tolerance โดยทำงานร่วมกับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย T-Cell

5. เป็นสารอาหารที่เหมาะทั้งชายและหญิงที่มีอาการบาดเจ็บบริเวณกระดูกอ่อนที่ข้อ (Cartilage, Joint)

6. ยูซี-ทู (UC-II) มีประสิทธิภาพกว่าการรับประทานกลูโคซามีนและคอนคดรอยตินถึง2 เท่า

7. เป็นสาอาหารสำหรับดูแลสุขภาพข้อต่อ

 

 

Photo Credit : sanatate.bzi.ro

Photo Credit : sanatate.bzi.ro

 

Shark Cartilate Powder (ผงกระดูกอ่อนปลาฉลาม)

 

กระดูกอ่อนปลาฉลาม” (Shark Cartilage) หรือ ก้างปลาฉลาม คือส่วนของกระดูกอ่อนที่ทั้งตัวหรือจะเรียกได้ว่า เป็นก้างทั้งหมดที่มีอยู่ของมัน ได้ถูกกล่าวในด้านสรรพคุณที่เป็นตัวช่วยรักษามะเร็งเป็นทางเลือกที่ผู้คนส่วนหนึ่งให้ความเชื่อว่า จะสามารถเป็นตัวช่วยต่อสู้จากเชื้อมะเร็งตัวร้ายได้แม้ว่า ในทางวิทยาศาสตร์จะยังไม่มีการระบุเอาไว้แน่ชัดว่า มันเป็นตัวช่วยลดการเกิดเซลล์มะเร็งได้หรือไม่ทว่าความนิยมก็เริ่มแพร่หลายมากขึ้นในรูปแบบของอาหารเสริม มีคุณประโยชน์มากมายอย่างไม่น่าเชื่อ โดยเฉพาะในด้านการรักษาโรคมะเร็งที่กล่าวกันเอาไว้ว่า จะช่วยกำจัดสารอนุมูลอิสระ

กำจัดเซลล์ที่ผิดปกติด้วยการยับยั้งการสร้างเส้นเลือดฝอยที่เข้าไปเลี้ยงเซลล์นั้นๆ เป็นการตัดวงจรการเจริญเติบโต และสลายไปในที่สุดความนิยมของการนำเอากระดูกอ่อนปลาฉลามมาใช้นี้ มีมาตั้งแต่ในยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตั้งแต่การนำเอาฉลามมาใช้ทำเป็นรองเท้าและกระเป๋า รวมถึง เครื่องมือเครื่องใช้อื่นๆ ส่วนของเนื้อจะถูกนำไปทำให้สุกเพื่อกินเป็นอาหาร กระดูกอ่อนที่เหลือของมัน ก็จะถูกแบ่งนำไปทำเป็นยารักษาโรค ก่อนจะได้รับความสนใจมาอย่างต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้

คุณประโยชน์ของกระดูกอ่อนปลาฉลาม

 

ประโยชน์หลักๆ ที่พบได้จากกระดูกอ่อนปลาฉลาม ก็คือ ความสามารถในการยับยั้งการเกิดเซลล์มะเร็งมีแคลเซียมและฟอสฟอรัส ที่มีสรรพคุณโดดเด่นในการรักษาโรค ที่เกี่ยวกับความเสื่อมสภาพของกระดูกและข้อเช่น โรคข้อเสื่อม ข้ออักเสบ และช่วยลดอาการอักเสบของผิวหนังให้น้อยลง เป็นต้นนอกจากคุณประโยชน์ในด้านการดูแลสุขภาพแล้ว การนำเอาอวัยวะส่วนนี้ไปทำเป็น อาหาร เสริม กระดูก อ่อน ปลาฉลามเนื่องจากมีส่วนของโปรตีน คอลลาเจน สารในกลุ่มไกลโคสะมิโนไกลแคน ที่ช่วยรักษาโรคข้อเสื่อม ดึงน้ำหล่อลื่นเข้าสู่ข้อต่อ ช่วยป้องกันการเสียดสีของกระดูกโดยตรงด้วยปริมาณของสารคอนดรอยตินที่มีสูงถึง 80 เปอร์เซ็นต์ คือสารอาหารหลักที่พบได้ในกระดูกอ่อนปลาฉลามมีคุณสมบัติที่เหมาะสมต่อการเสริมสร้างกระดูก ลดการเกิดปัญหาความเสื่อมสภาพในอนาคตเพิ่มตัวช่วยบำรุงผิวให้แข็งแรง ลดการอักเสบเมื่อสัมผัสกับมลภาวะและสิ่งแปลกปลอม สร้างความยืดหยุ่น ให้ผิวแลดูอ่อนเยาว์ มีน้ำมีนวล เป็นตัวช่วยยับยั้งสารที่เป็นตัวทำลายคอลลาเจน ทำให้ผิวดูนุ่มชุ่มชื้นอีกทั้ง ยังกระตุ้นการสร้างของคอลลาเจน และอิลาสตินใต้ชั้นหนังแท้ ให้สามารถคงสภาพเอาไว้ได้นานยิ่งขึ้น

 

ประโยชน์ของกระดูกอ่อนปลาฉลาม (Shark Cartilage) มีมากมาย
 

  1. ป้องกันมะเร็งโดยสาร Glucoaminoglycans (GAGs) 
  2. ที่พบในกระดูกอ่อนปลาฉลามจะมีผลยับยั้งการสร้างเส้นเลือดฝอยใหม่ๆ 
  3. ที่จะไปเลี้ยงเซลล์ที่ผิดปกติหรือเซลล์มะเร็ง (Antiangiogenesis) 
  4. ทำให้เซลล์เหล่านั้นขาดสารอาหาร และไม่สามารถเจริญเติบโตต่อไปได้อีก
  5. มีคอลลาเจน (Collagen) และคอนดรอยติน ซัลเฟต (Chondroitin Sulfate) 
  6. ช่วยบรรเทาอาการปวด อักเสบในผู้ป่วยโรคไขข้อรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)
  7. ลดการอักเสบของผิวหนัง เช่น Eczema และ Psoriasis
  8. เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายให้แข็งแรง

 

 

Turmeric Extract (สารสกัดจากขมิ้นชัน)

 

สารสกัดขมิ้นชัน ช่วยกำจัดสิวอักเสบ ฝ้า กระ และริ้วรอย เสริมสร้างเซลผิวให้แข็งแรง ลดการสะสมของสารอนุมูลอิสระ ขมิ้นชันมีส่วนผสมของเคอร์คูมินอยด์ และวิตามินอีสูง จากผลวิจัยขององค์การเภสัชกรรม และกระทรวงสาธารณสุข เคอร์คูมินอยด์จากขมิ้นชั้นมีฤทธิ์สามารถลดอาการอักเสบ และช่วยยับยั้งการสร้างเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการสังเคราะห์สารที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ลดการเกิดอนุมูลอิสระ ลดการออกซิเดชั่น สามารถใช้ได้กับคนทุกวัยและเหมาะสำหรับทุกสภาพผิว

สารสำคัญในขมิ้นชัน (Curcuma longa Linn.) ในเหง้าขมิ้นชันมีสารสำคัญในการ ออกฤทธิ์ ๒ กลุ่ม คือ กลุ่มน้ำมันหอมระเหย (volatilc oil) และกลุ่มสารสีเหลืองส้มที่ เรียกว่า เคอร์คูมินอยด์ (curcuminoids) สารทั้ง ๒ กลุ่มจะออกฤทธิ์เสริมกันในการ รักษาอาการแน่นจุกเสียด สารกลุ่มเคอร์มินอยด์ ประกอบด้วยสารหลัก ๓ ตัว คือ curcumin, demethoxycurcumin และ bisdemethoxy curcumin ปริมาณเคอร์คูมินอยด์ที่พบในเหง้าขมิ้นชันแตกต่างกันในแต่ละแหล่งปลูก (วัตถุดิบขมิ้นชันที่ดีควร มีเคอร์คูมินอยด์ ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๕)

ได้มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์ของเคอร์คูมินอยด์ อย่างกว้างขวางใน ต่างประเทศ พบว่า มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ดี นอก จากนี้ในการวิจัยในสัตว์ทดลองพบว่ามีฤทธิ์ต้านการอักเสบ มีฤทธิ์บำรุงและรักษาตับ ช่วยป้องกันมะเร็ง การรักษาผู้ป่วยโรคหัวใจ เบาหวาน ข้ออักเสบ ธาลัสซีเมีย ลดระดับคอเลสเตอรอล และป้องกันสมองเสื่อม

 

งานวิจัยทางด้านการแพทย์รายงานถึงคุณประโยชน์ในของขมิ้นชัน ต่างๆ

ระบบทางเดินอาหาร

ช่วยรักษาอาการท้องอืดเฟ้อ ลดแผลในกระเพาะ ช่วยย่อยอาหาร บำรุงตับ ลดการปวดมดลูก ลดการเจ็บป่วยจากโรคลำไส้ อักเสบเรื้อรัง ขมิ้นชันช่วยแก้ท้องอืดเฟ้อด้วยการขับลม นอกจากนี้ยังมีฤทธิ์ต้านการเกิดแผลในกระเพาะ อาหาร และฤทธิ์ป้องกันตับอักเสบจากสารพิษอีกด้วย จากผลดังกล่าว ขมิ้นจึงมีผลช่วยบรรเทา อาการปวดท้องเนื่องจากแผลในกระเพาะได้ และช่วย แก้ท้องอืดเฟ้อและช่วยย่อยอาหาร

ระบบหัวใจ หลอดเลือดหัวใจและสมอง

สารเคอร์คูมินอยด์ ในขมิ้นชัน เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ทรงประสิทธิภาพ และมีงานวิจัยในหนูทดลองว่า ลดการเกิดปริมาณกล้ามเนื้อหัวใจตายจากการขาดเลือดได้จริง โดยการวิจัยได้ทดลอง ผูกเส้นเลือดหัวใจ ให้กล้ามเนื้อหัวใจตาย กลุ่มที่ได้รับสารเคอร์คูมินอยด์ จะมีปริมาณ กล้ามเนื้อหัวใจตายน้อยกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ในทำนองเดียวกัน สารเคอร์คูมินอยด์ใน ขมิ้นชัน มีผลในการป้องกัน เซลล์สมองตายจากการขาดเลือดได้

ขมิ้นช่วยยับยั้งเซลล์มะเร็งหลายชนิด

ขมิ้นได้รับการวิจัยมากขึ้นและพบว่า สามารถให้เสริมกับยาต้านมะเร็งได้เป็นอย่างดี เพราะช่วยกันทำลายเซลล์มะเร็ง โดยกลไกอื่น ๆ อีกเพิ่มเติมนอกเหนือไปจากยาต้านมะเร็ง และ ขมิ้นยังได้รับคำแนะนำว่ามีบทบาทในการป้องกันมะเร็งได้มาก เนื่องจากมีกลไกป้องกันมะเร็ง โดยออกฤทธิ์ที่เอนไซม์ ระยะหนึ่งและสอง (Phase I and II carcinogen-metabolizing enzymes) ในการทำงานก่อมะเร็งของสารเหนี่ยวนำมะเร็งอีกด้วย สารเคอร์คูมินอยด์ในขมิ้นชัน มีฤทธิ์ยับยั้งและทำลายเซลล์มะเร็งของมนุษย์ได้หลายชนิด เช่น เซลล์มะเร็งตับ, เซลล์มะเร็งเม็ดเลือดขาว (T cell Leukemia), เซลล์มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ (Bladder cancer cell), เซลล์มะเร็งปอด ชนิด non small cell Carcinoma ทำให้มีการเสนอแนะว่า ขมิ้นชัน น่าจะมีบทบาทในการป้องกันมะเร็งปอด ในผู้ที่สูบบุหรี่ เซลล์มะเร็งผิวหนัง (melanoma), เซลล์มะเร็งต่อมนำเหลือง (Non-Hodgkin’s lymphoma), เซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ (Human colon adenocarcinoma), เซลล์มะเร็งต่อมลูกหมาก, เซลล์มะเร็งรังไข่, เซลล์มะเร็งเต้านม และเนื่องจากขมิ้นชันช่วยยับยั้ง ไวรัสหูด HPV ซึ่งเป็นสาเหตุหลักและ ปัจจัยเสี่ยงของมะเร็งปากมดลูก

ขมิ้นบำรุงสมอง

มีการค้นพบว่าโรคอัลไซเมอร์ หรือ สมองเสื่อม มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างมากในกลุ่มที่อายุน้อยลงเรื่อย ๆ และกลไกของ การต้านอนุมูลอิสระ อาจมีบทบาทในการป้องกันการเกิดโรคนี้ได้ ซึ่งตอนนี้ ได้มี งานวิจัย ที่บอกว่า ขมิ้นชันก็เป็นหนึ่งในสมุนไพรที่น่าจะมีบทบาทในการป้องกันโรคนี้